เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 25 ต่อแคนาดาและเม็กซิโก และร้อยละ 10 ต่อจีน ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อกดดันให้ทั้ง 3 ประเทศดังกล่าวเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันกระแสผู้อพยพไปยังสหรัฐอย่างผิดกฎหมาย และการสกัดการขนส่งสารเฟนทานิลเข้าสหรัฐ แต่จนถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ทางการสหรัฐได้เผยว่า ชะลอการเพิ่มภาษีออกไป 1 เดือนหลังจากที่บรรลุข้อตกลงด้านความมั่นคงในเขตชายแดนกับแคนาดาและเม็กซิโก
การเพิ่มความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
การที่ทางการสหรัฐบรรลุข้อตกลงกับแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นสองประเทศเพื่อนบ้านและสองหุ้นส่วนการค้าชั้นนำของสหรัฐได้ช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดการเงินโลกชั่วคราว แต่อย่างไรก็ตาม มีโอกาสสูงมากที่สหรัฐจะเพิ่มภาษีต่อสินค้าที่นำเข้าจากประเทศพันธมิตรอื่น ๆโดยเฉพาะสหภาพยุโรปหรืออียูเป็นเป้าหมายต่อไปของสหรัฐ โดยเมื่อวันที่ 31 มกราคม นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศว่า กำลังมีแผนการเพิ่มภาษีต่อสินค้าที่นำเข้าจากอียู สำหรับความเสี่ยงนี้ ผู้นำประเทศต่างๆในยุโรป เช่น ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง และนายกรัฐมนตรีเยอรมนี โอลาฟ โชลซ์ ได้ยืนยันว่า อียูมีพลังเพียงพอและจะมีการตอบโต้อย่างเข้มแข็งถ้าหากสหรัฐเพิ่มภาษีต่ออียู
ก่อนหน้านั้น หลังจากที่สหรัฐประกาศการเพิ่มภาษีเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ทั้งเม็กซิโก แคนาดาและจีนต่างมีปฏิบัติการเพื่อตอบโต้ โดยแคนาดาประกาศว่า จะเก็บภาษี มูลค่ากว่า 1 แสน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐ ส่วนนาง คลอเดีย เชนบาม ประธานาธิบดีเม็กซิโก ได้สั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจปฏิบัติ “แผนการบี” ซึ่งประกอบด้วยมาตรการด้านภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ส่วนจีนประกาศว่า จะฟ้องร้องสหรัฐต่อองค์การการค้าโลกหรือ WTO ซึ่งปฏิบัติการตอบโต้ดังกล่าวทำให้ความตึงเครียดทางการค้าอาจลุกลามและส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจโลก ศาสตราจารย์ Qiu Buhui จากโรงเรียนธุรกิจซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้ให้ข้อสังเกตว่า
“ปฏิบัติการต่างๆของทางการสหรัฐจะเพิ่มความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สร้างความผันผวนให้แก่ตลาดต่างๆเนื่องจากสหรัฐเตือนว่า ถ้าหากหุ้นส่วนการค้ามีปฏิบัติการตอบโต้ สหรัฐจะเพิ่มภาษีให้สูงขึ้น ดังนั้น มีความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งทางการค้า เพิ่มความไร้เสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก การเพิ่มนโยบายคุ้มครองเศรษฐกิจและการค้า”
ความตึงเครียดทางการค้าในปัจจุบันไม่เกิดประโยชน์ต่อฝ่ายใด ซึ่งนาย Gregory Daco ผู้เชี่ยวชาญของบริษัทตรวจสอบบัญชี Ernst&Young เผยว่า มาตรการตอบโต้ของเม็กซิโก แคนาดาและจีนอาจทำให้อัตราการขยายตัวจีดีพีของสหรัฐในปีนี้ลดลงร้อยละ 1.5 และร้อยละ 2 ในปีหน้า ส่วนแคนาดาและเม็กซิโกอาจตกเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีนี้ ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยยอมรับว่า จะมีผลตามมาต่อสหรัฐเมื่อมาตรการเพิ่มภาษีมีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นความวิตกกังวลของชาวอเมริกันในหลายปีที่ผ่านมา ส่วนนาย Ryan Sweet นักเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับสหรัฐของ Oxford Economics เผยว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐในเดือนธันวาคมปีที่แล้วอยู่ที่ร้อยละ 2.8 และอาจจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3 ในปลายปีนี้ถ้าหากสหรัฐเพิ่มภาษีต่อหุ้นส่วนการค้ารายใหญ่แทนการลดลงเหลือร้อยละ 2.2 ตามแผนการของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed
กลยุทธ์มีประสิทธิภาพหรือไม่
สำหรับปฏิบัติการต่อไปของทางการสหรัฐ บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า มีความเป็นไปได้สูงที่มาตรการด้านภาษีอาจเป็นเครื่องมือที่นาย โดนัลด์ ทรัมป์ เน้นใช้ในเวลาที่จะถึง ซึ่งก็เหมือนคำประกาศของตัวเขาในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งก่อนหน้านั้นว่า ภาษีเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อทำการเจรจาและทำให้ประเทศอื่นๆต้องประนีประนอม นาย Kevin Merritt ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านภาษีของบริษัทหลักทรัพย์ Wedbush ของสหรัฐได้ประเมินว่า
“ผมคิดว่า นี่เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งคำขู่ได้บังคับให้เม็กซิโกและโคลอมเบียหันมานั่งเจรจาและมีความประนีประนอม จนถึงขณะนี้ กลยุทธ์นี้ยังมีประสิทธิภาพ แต่จะมีผลกับประเทศใหญ่อื่นๆหรือไม่ก็จะต้องรอดู ”
ส่วนนาย Cameron Johnson ผู้เชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทานของบริษัท Tidalwave Solutions ของอินเดียเผยว่า ทางการสหรัฐจะใช้นโยบายด้านภาษีเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจต่างๆที่สหรัฐเสียเปรียบดุลการค้าในระดับสูงและประเทศอื่นๆ ไม่ควรเพิกเฉยความตั้งใจของทางการสหรัฐในความพยายามสกัดการค้าเฟนทานิล เนื่องจากนี่เป็นปัญหาใหญ่ในสังคมของสหรัฐในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า นี่อาจเป็นความเสี่ยงสูงต่อสหรัฐ โดยนาง Mary Lovely นักวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจระหว่างประเทศของสถาบัน Peterson ได้ให้ข้อสังเกตว่า นโยบายด้านภาษีของทางการชุดใหม่สหรัฐอาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐลดลงและภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ส่วนนาย Christine McDaniel อดีตเจ้าหน้าที่ทางการค้าในสมัยของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช เตือนว่า การเพิ่มภาษีขึ้นเป็นร้อยละ 25 ต่อสินค้าที่นำเข้าจากหุ้นส่วนการค้ารายใหญ่ของสหรัฐอย่างเช่นแคนาดาและเม็กซิโกอาจทำลายเศรษฐกิจในทวีปอเมริกาเหนือที่สหรัฐพึ่งพาในหลายปีที่ผ่านมา
ส่วนสำหรับประเทศที่สาม การได้รับประโยชน์จากความผันผวนด้านการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน ในการประกาศเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ นาย Stephane Dujarric โฆษกของสหประชาชาติได้เผยว่า สหประชาชาติมีความวิตกกังวลต่อผลกระทบที่เพิ่มขึ้นของมาตรการจำกัดด้านการค้าต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาที่มีกลุ่มเสี่ยงเป็นจำนวนมาก.
Vietnamese
中文
日本語
한국어
Français
Русский
Deutsch
Español
Bahasa Indonesia
ไทย
ພາສາລາວ
ខ្មែរ